วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

บันทึกการเรียนประจำวันที่ 6 มีนาคม 2558

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8
  

       

  การสอนแบบโครงการ (Project  Approach)

     โครงการ คือ การสืบค้นข้อมูลอย่างลึกตามหัวเรื่องที่เด็กสนใจควรเเก่การเรียนรู้จุดประสงค์ของโครงการ คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อมากกว่าการเสาะเเสวงหาคำตอบที่ถูกต้อง
    

     วิธีจัดการเรียนการสอนมี ระยะ คือ
    
          ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เด็กจะร่วมกันคิดเรื่องที่สนใจ
        ระยะที่ 2 ระยะวางแผนโครงการ เป็นช่วงเวลาที่กำหนดจุดประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนดขอบเขตเนื้อหา ระยะเวลาและวิธีการศึกษา
        ระยะที่ 3 ดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ ที่เน้นระบวนการแก้ปัญหา จัดเป็นหัวใจของการสอนแบบโครงการ เพราะเด็กจะได้รับข้อมูลใหม่จากประสบการณ์ตรงหรือเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเพราะเด็กได้สนทนา พูดคุยกับบุคคล และสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ ขณะเดียวกันเด็กสามารถค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอง (Secondary Sources) เช่น การดูวีดีทัศน์ การอ่านหนังสือ เป็นต้น
       ระยะที่ 4 สรุปโครงการ ครูและเด็กร่วมวางแผนสรุปโครงการ เป็นขั้นตอนการประเมินโครงการ ทบทวนการปฏิบัติ และวางแผนโครงการใหม่ วิธีการสรุปโครงการอาจจะให้เด็กนำผลงานที่ได้รับมอบหมายมาแสดงต่อครูแล้วอภิปรายประเด็นปัญหา หรือให้เด็กนำเสนอผลงาน ในรูปของการจัดแสดง จัดเป็นนิทรรศการ หรือสาธิตผลงาน


ประโยชน์
       · เด็กจะได้เ้ห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นเเนวทางให้เด็กได้พึ่งตนเองได้
      · เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างมีความสุข สนุกสนานเพราะเด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบ
     · ส่งเสริมให้เด็กได้มีการทำงานอย่างมีเเบบแผน        
     · สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตจริง

การสอนเเบบมอนเตสเซอรี

  วิธีการจัดการเรียนการสอน
 เน้นการเรียนรู้ตามลำดับขั้น ไม่ต้องการให้เด็กลองผิดลองถูก สร้างสมาธิ ความมั่นใจ ครูสามารถวินิจฉัยและแก้ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กได้ โดยสาธิตและฝึกให้เด็กเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง
  การเตรียม    = ครูเตรียมอุปกรณ์การศึกษาเด็กสามารถเข้าเรียนแบบคละอายุได้
  การดำเนินการ = ขั้นนำ เด็กเลือกอุปกรณ์การศึกษาตามความสนใจ ,ขั้นสอน 
  ครูสาธิตให้เด็กดู 
  ขั้นนสรุป ครูให้เด็กเก็บอุปกรณ์ ครูบันทึกความรู้ ครูบันทึกรายการอุปกรณ์

    ประโยชน์

· มีพัฒนาการทุกด้านเต็มตามศักยภาพ
· มีระเบียบวินัย
·มีสมาธิในการทำงานรักความสงบ
· ควบคุมตนเองและพึ่งพาตนเองได้
· ทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น
· รู้สิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น 
· มีมารยาทตามวัฒนธรรมที่ตนอาศัยอยู่
· รักอิสระและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
· รักสิ่งแวดล้อม



การสอนเเบบ STEM


   STEM คือการเรียนรู้

      วิชาวิทยาศาสตร์(Science)
      เทคโนโลยี (Technology)
      วิศวกรรมศาสตร์(Engineering)
      คณิตศาสตร์ (Mathematics) 
      ซึ่งล้วนเป็นวิชาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความสามารถที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความเป็นโลกาภิวัฒน์ ตั้งอยู่บนฐานความรู้และเต็มไปด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งวิชาทั้งสี่เป็นวิชาทีมีความสำคัญอย่างมากกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ความมั่นคงของประเทศ

การสอนเเบบสมองเป็นฐาน

      BBL (Brain-based Learning) คือการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการของสมองแต่ละช่วงวัย เป็นการนำองค์ความรู้เรื่องสมองมาใช้เป็นฐานในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้

    ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน 12 ข้อ ดังต่อไปนี้
     1)สมองเป็นกระบวนการคู่ขนาน    
     2)สมองกับการเรียนรู้  
     3)การเรียนรู้มีมาแต่กำเนิด
    4)รูปแบบการเรียนรู้ของบุคคล 
    5) ความสนใจมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ 
    6)สมองมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ 
    7)การเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจสามารถรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
    8)การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทั้งแบบที่มีจุดมุ่งหมายและไม่ได้ตั้งใจ  
    9)การเรียนรู้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างความเข้าใจ 
   10)การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 
   11)ส่งเสริมให้ผู้เรียนเผชิญกับสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 
   12)สมองของบุคคลมีความเท่าเทียมกัน

       กิจกรรมในห้องเรียน


เกณฑ์การแบ่งกลุ่ม
1 - 5       กลุ่มสตอเบอรี่
6 - 10     กลุ่มเชอรี่
11 - 15   กลุ่มแอปเปิล
15 - 20   กลุ่มลิ้นจี่
21 - 25   กลุ่มมะม่วง
วิธีดำเนินการ
   นำป้ายชื่อมาติด>>พิจารณาเกณฑ์การแบ่ง>>เลือกกลุ่ม>>นับจำนวนคนทั้งหมดที่มาเรียน>>นับจำนวนป้ายทั้งหมด>> นำเสนอด้วยภาพและสัญลักษณ์


ประเมินสภาพห้องเรียน

-   บรรยากาศเย็นสบายเอื้ออำนวยต่อการเรียน  อุปกรณ์ในการสอนสะดวกพร้อมใช้งาน

ประเมินตนเอง

มาเรียนตรงเวลา ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในห้องเรียน มีการคิด         วิคราะห์อยู่ตลอดเวลา

ประเมินเพื่อน

- เพื่อนมีการคุยกันเสียงดังบ้าง ไม่ตั้งใจฟังอาจารย์สอน เข้าเรียนสาย

ประเมินอาจารย์


- เข้าสอนตรงเวลา มีกิจกรรมใหม่ๆมาให้ทำตลอด ไม่ว่าจะเป็นการต่อรูปทรงการแต่งเพลงร่วมกันในห้องเรียน ทำให้ในการเรียนไม่น่าเบื่อ
     

บันทึกการเรียน ครั้งที่ 7

บันทึกการเรียน ครั้งที่ 7
                  ประจำวันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558

ความรู้ที่ได้รับ
ได้รู้จักขั้นตอนวิธีการสอนที่ให้เด็กได้ลงมือทำและได้คิดวิเคราะห์เอง
*การสอนแบบขั้นตอน คือ การสอนแบบสาธิต* 

                                       เพลง นับนิ้วมือ

        นี้คือนิ้วมือของฉัน                   มือฉันนั้นมีสิบนิ้ว
        มือซ้ายฉันมีห้านิ้ว                   มือขวาก็มีห้านิ้ว
        นับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า         นับต่อมา หก เจ็ด แปด เก้า สิบ
        นับนิ้วนั้นจงอย่ารีบ                  นับหนึ่งถึงสิบจำให้ขึ้นใจ

รูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบโครงการ
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบสมองเป็นฐาน
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบSTEM
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบมอนเตสซอรี่
รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบเดินเรื่อง

วันนี้พูดถึงการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ การบูรณาการ คือ การผสมผสานศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน
ส่วนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ คือ กระบวนการจัดประสบการณ์ตามความสนใจ ความสามารถ โดยเชื่อมโยงเนื้อหาสาระศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ความสำคัญ
1. ใช้ในชีวิตจริง ในชีวิตประจำวันสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับศาสตร์ต่างๆผสมผสานกัน
2. ทำให้เกิดความสัมพันธ์ความคิดรวบยอดของศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกันทำให้เกิดการถ่ายโอนประสบการณ์
3. ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหารายวิชาต่างๆ
4. ตอบสนองความสามารถในหลายๆด้าน
5. สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้โดยผู้เรียน

**ถ้าเด็กไม่ชอบคณิตศาสตร์จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง **
  จะทำให้ตัวเด็กดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างลำบากเพราะคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตจริงและใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราต่างเป็นคณิตศาสตร์ทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีอะไรที่ไม่เป็นคณิตศาสตร์

ทักษะ
อาจารย์ให้นักศึกษานำป้ายชื่อมาติดตรงตารางเวลามาเรียนตามที่กำหนดให้พร้อมวาดรูปนาฬิกาและเขียนเวลากำกับด้วยและระดมความคิดเกี่ยวกับสาระที่ควรรู้ สิ่งรอบตัวเด็กทำเป็นมายแม็ปปิ่ง

วิธีการสอน
สอนโดยให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติทำจริง บรรยายมีการใช้คำถามให้ได้คิดวิเคราะห์ ระดมสมองออกความคิดเห็น มี Power point ประกอบการบรรยาย

ประเมินห้องเรียน
ห้องเรียนสะอาด กว้าง โต๊ะไม่ชำรุด มีโต๊ะเพียงพอต่อจำนวนผู้เรียน อากาศเย็น

ประเมินตนเอง
มาเรียนตรงเวลามีน้ำใจช่วยอาจารย์ถือของตั้งใจเรียนและฟังขณะที่อาจารย์กำลังสอน

ประเมินเพื่อน
เพื่อนมาเรียนตรงเวลาแต่งกายถูกระเบียบตั้งใจฟังเวลาที่อาจารย์กำลังสอน

ประเมินอาจารย์
อาจารย์มาสอนตรงเวลาแต่กายได้เหมาะสมสอนโดยอธิบายเนื้อหาอย่างละเอียดมีการยกตัวอย่างประกอบที่เข้าใจง่ายและปล่อยตรงเวลา

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การบันทึกการเรียนครั้งที่ 6

การบันทึกการเรียนวันที่ 13  กุมภาพันธ์  2558
บันทึกการเรียนครั้งที่6

ความรู้ที่ได้รับ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
-จำนวนและการดำเนินการ
-การวัด
-เรขาคณิต
-พีชคณิต
-การวิเคราะห์ข้อมูลและความหน้าจะเป็น
-ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์

ทักษะ
ให้นักศึกษาหัดแต่งเพลงและคำคล้องจองเอง โดยมีอาจารย์คอยให้คำปรึกษา ให้ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยม 10 อัน แล้วให้เอากระดาษมาต่อกันว่าสามารถนำกระดาษมาต่อกันได้กี่รูปทรงโดยแต่ละรูปทรงห้ามซ้ำกัน
ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยม 10 อัน  










วิธีสอน
บรรยายมีการใช้คำถามก่อนเข้าสู่บทเรียน มี Power point ประกอบในการบรรยาย แล้วอาจารย์ให้นักศึกษาระดมความคิดในการแต่งคำคล้องจอง พร้อมแบ่งกลุ่มการทำกิจกรรม
        สถานที่ที่นักศึกษากลุ่ม 102 อยากไปมากที่สุดในวันหยุด




ประเมินสภาพห้องเรียน
ห้องสะอาด เย็นสบาย บรรยากาศสนุกสนาน

ประเมินตนเอง
ตั้งใจเรียนดี  ตั้งใจทำแบบฝึกหัดที่คุณครูให้ทำในห้องเรียน

ประเมินเพื่อน
ตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี  ตอบคำถามที่คุณครูสอน  มีบางคนที่เสียงดังไปบ้าง

ประเมินอาจารย์
คุณครูเตรียมเนื้อหามาสอนดีมาก  ชอบเวลาคุณครูให้เล่นเกมส์ หรือทำแบบฝึกหัดที่สนุกตื่นเต้นไปกับสิ่งที่คุณครูเตรียมมา

บันทึกการเรียนวันที่6 กุมภาพันธ์ 2558

บันทึกการเรียนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558
 บันทึกการเรียนครั้งที่5

ความรู้ที่ได้รับ
 
เด็กปฐมวัยเรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์
ให้เด็กได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐาน

คุณภาพของเด็กการศึกษาปฐมวัน
มีความคิดเชิงคณิตศาสตร์
-จำนวนนับ 1  ถึง 20
-เข้าใจหลักการการนับ
-รู้ค่าของจำนวน
มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความยาว  น้ำหนัก  ปริมาตร เงิน และ เวลา
-เปรียบเทียบเรื่องลำดับ
-รู้จักเงินเหรียญและธนบัตร
-เข้าใจเกี่ยวกับเวลา
มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานทางเรขาคณิตศาสตร์
- ตำแหน่ง ทิศทาง ระยะทาง
มีความรู้ความเข้าใจแบบรูปของรูปที่มีรูปร่าง ขนาด สี
มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย
มีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น

การรวมและการแยก
ความหมายของรวม
คือการรวมสิ่งต่างๆ สองกลุ่มที่มีผลรวมไม่เกิน10

ความหมายของการแยก
คือความยาวน้ำหนักและปริมาร

ทักษะ
การพูด ถามตอบ ความกล้าแสดงออก
วิธีสอน
การบรรยาย ผ่านโปรเจคเตอร์  และการถามตอบ

ประเมินสภาพห้องเรียน
ห้องเรียนเย็นสบาย  สะอาดดี  ไม่เคลียด 

ประเมินตนเอง
ตั้งใจเรียนดี มีสมาธิในการเรียน  ตอบคำถามคุณครูได้ดี

ประเมินเพื่อน
ตั้งใจเรียนดี แต่มีบ้างที่คุยบ้าง เสียงดังบ้าง

ประเมินอาจารย์
คุณครูมาสอนตรงเวลา  แต่งกายเรียบร้อย  เตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี



วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนวันที่28 มกราคม 2558

บันทึกการเรียนประจำวันที่ 28 มกราคม 2558
บันทึกการเรียนครั้งที่4

ความรู้ที่ได้

1.ทฤษฎีเพียเจต์กับความรู้ทางคณิตศาสตร์
2.จุดุ่งหมายของการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย
3.ขอบข่ายของหลักสูตรคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย
4.หลักการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย

ทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กปฐมวัย
-ขั้นการเรียนรู้จากความคิด
เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้และสามารถเรียนจากภาพแทนของจริงได้

ทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กปฐมวัย
-ประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
-เด็กใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5เก็บข้อมูลการใช้ประสาทสำผัสทั้ง5

คุณลักษณะตามวัยของเด็กปฐมวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติ
-พัฒนาการด้านร่างกาย
-พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
-พัฒนาการ้ารสังคม
-พัฒนาการด้านสติปัญญา

ความรุ้ด้านคณิตศาสตร์ตามหลักเพียเจต์
-ความรู้ทางด้านร่างการ
-ความรู้ด้านเหตุผลทางคณิตศาสตร์
-ความรู้ด้านเหตุผลทางคณิตศาสตร์


จุดมุ่งหมายของการสอนคณิตศาสตร์สำหลับเด็กปฐมวัย
-เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจพื่นฐานเกี่ยวกับคณิตศา
สตร์
-เพื่อพัฒนามโนภาพ
-เพื่อให้เด็กรู้จักและใช้กระบวนการหาคำตอบ
-เพื่อให้เด็กฝึกฝน
-เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจ
-เพื่อส่งเสริมให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบ

1.การสังเกต
2.การจำแนกประเภท
3.การเปรี่ยบเทียบ
4.การจัดรับดับ
5.การจัดลำดับ
6.การนับ
7.รูปทรงและขนาด

คำศัพท์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์
-ตัวเลข
-ขนาด
-รูปร่าง
-ค่าของเงิน
-ความเร็ว
-อุณภูมิ

ขอบข่าย
1.การนับ
2.ตัวเลข
3.การจับคู่
4.การจัดประเภท
5.การเปรียบเทียบ
6.การจัดลำดับ
7.รูปทรงและเนื้อที่
8.การจัดการหาค่า

หลักการสอนคณิตศาสตร์
1.สอนให้คล้องกับชีวิตประจำวัน
2.เปิดโอกาศให้เด็กค้นพบด้วยตัวเอง

ทักษะ
การฟังและการตอบคำถาม ได้คิดตามที่คุณครูพูด

วิธีสอน
ใช้ Power Point และบรรยายถามตอบ

ประเมินสภาพห้องเรียน
ห้องสะอาดดีและเย็นสบาย  และมีความสนุกกับการตอบคำถาม

ประเมินตัวเอง
ตั้งใจฟังที่คุณครูพูดและตอบคำถามดี  แต่รู้สึกไม่ค่อยมาสมาธิในการเรียนเท่าที่ควร

ประเมินเพื่อน
มีเพื่อนบางคนที่มาเรียนสาย  นั้งไม่สุภาพ  แต่ในการเรียนตั้งใจเรียนดี ตอบคำถามได้ดี

ประเมินอาจารย์
คุณครูเตรียบการสอนมาเป็นอย่างดี  แต่งกายเรียบร้อย  ใช้เหตุผลเวลาตอบคำถามนักศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

โทรทัศน์ครู

 สรุป  โทรทัศน์ครู

จากรายการทอค์ด อะเบาว์ คิดส์ ตอนการสอนคณิตศาสตร์กับเด็กๆ อนุบาล 1

อาจารย์ จอย

   อนุบาล 1 ต้องสอนผ่านการเล่น การมีสิ่งที่เด็กสนใจสิ่งที่ดึงดูดเขา เช่น  รูปทรง  สี
การสอนต้องเป็นการสอนแบบถามแล้วให้เด็กตอบมีส่วนร่วมเสมอ ให้เด็กได้จับได้สำผัส
และต้องยกตัวอย่างให้เด็กเห็นอย่างชัดเจน  เช่น การจะสอนเลข 1  ต้องให้เด็กเห็นเลข 1 ว่า
เป็นรูปทรงแบบไหน  ให้จับสำผัสแล้วเป็นรูปทรงยังไง  สอนตัวเลขแต่ละตัวต้องใช้เวลา 1  อาทิตย์เพื่อให้เด็กจำได้อย่างแม่นยำ และการสอนต้องแซกด้วยเกมเพื่อให้เด็กสนใจมากขึ้น  

งานวิจัย

สรุปวิจัย
การพัฒนาทักษะพื่นฐานทางคณิตศาสตรสําหรับเด็กปฐมวัย โดยใชรูปแบบกิจกรรมศิลปะสรางสรรค์
เพื่อการเรียนรู้
ปริญญานิพนธ ของ คมขวัญ ออนบึงพราว


แผนการสอนการจัดกิจกรรมรูปแบบศิลปะสรางสรรคเพื่อการเรียนรู 
1. หนวยการเรียน สัตว 
1.1 เรื่องยอย สัตวมีพิษ 
ชั้นอนุบาลปที่ 3 เวลา 45 นาที
 มโนทัศน สัตวมีพษิ คือสัตวมีพิษและเปนอันตรายตอคน เชนตะขาม , แมงปอง , งูและแมงมุม 
เปนตน 
จุดประสงค์
- สามารถบอกจํานวนที่เพมขิ่ ึ้นของสิ่งของได กิจกรรมศิลปะ ศิลปะเปลี่ยนแบบ


กิจกรรมการเรียนการสอน
1. กระตุนการเรียนรู 
1.1 ใหสิ่งเราที่สอดคลอง กับสาระ 
1.2 ครูตั้งคําถามใหเด็ก คิดและติดตาม โดยการสังเกต เพื่อนําไปสูเรื่องที่เรียน 
2. กรองสูมโนทัศน 
2.1 กระตุนใหสะทอนคิด และโยงความรูเพื่อใหเขาใจให มากขึ้น 
2.2 ใชคําถามใหเด ็กตอบ จากการคิดที่เด็กที่เรียนรู้
3. พัฒนาดวยศิลปะ 
 3.1 นําความรูสูงานศิลปะ 
 3.2 ทํางานศิลปะอิสระ 
4. สาระที่เรียนรู้
 4.1 อธิบายงานที่ทํา 
 4.2 อภิปรายและสรุปสิ่งที่เรียน

กิจกรรมครู
1. ครูสนทนากับเด็กเกี่ยวกับสัตว์ที่เด็กรูจัก
 2. ใหเด็กออกมาสังเกตสิ่งที่อยในู ตะกราและบอกลักษณะใหเพื่อนทาย
3. เด็กและครูรวมกันเฉลยคําตอบ ( ตุกแก , งู , แมงมุม , ตะขาบ )และนับ จํานวนสัตวมีพิษแตละประเภท
4. สนทนาเกี่ยวกับลักษณะของสัตวมี พิษประเภทตางๆ 
5. ใชคําถามกระตุนใหเด็กคิดเชน ™ เด็กคิดวาสัตว์เหล่านี้ทําไมเรียก กันวาสัตวมีพิษ ™ แตละชนิดมีพิษอยางไรและอาศัย อยูที่ใด ( เด็กรวมกันแสดงความคิดเหน็ )
6. เด็กรวมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับวิธีป้องกันอันตรายจากสัตวมีพษ
7. ครูใหเด็กเลือกสัตวมีพิษคนละและ  ใหเด็กทํางานศิลปะเปลี่ยนแบบจากสัตว์มีพิษใหเปนสิ่งตาง ๆ ตามจนตนาการโดยให้เด็กเพิ่มจํานวนสัตวมีพิษตามจำนวนที่ตองการ
8. ใหเด็กทํากิจกรรมและคิดอยาง อิสระ
9. เด็กออกมาอธิบายงานของตนเอง หนาชั้นเรียนเชน ™ สัตว์ที่เลือกคือและเปลี่ยนแบบเปน ™ ตั้งคําถามจากภาพเชนภาพเพิ่มมีกี่ตัวให้เพื่อน ๆ ชวยกันนับและคําถาม
10. เด็กและครูรวมสรุปเกี่ยวกับสัตว์มีพิษและจํานวนสัตว์ที่เพิ่มขนในภาพ

สื่อการสอน
หุนจําลอง ,สัตวมีพษิ เชน ตะขาม , แมงปอง , งูและแมงมุม ™ ,ตะกรา
กระดาษ A 4 คนละ 1 แผน ,™ ดินสอ, ™ สีชอลก

ประเมินผล
1. สังเกตการตอบคําถามเกี่ยวกับสัตวมีพิษ 
2. สังเกตจากความสนใจในการทํากิจกรรม 
3. สังเกตจากงานศิลปะที่เด็ก

บันทึกหลังการสอน 
ในการทดลองครั้งนี้ผูวิจัยสังเกตพบวา เด็กใหความสนใจกิจกรรมและ สามารถเปลี่ยนแบบสัตวมีพิษ ใหเปนสิ่งตาง ๆ ตามจินตนาการเชน ตะขาบเปนภาพตนไม เกิด การเรียนรูทักษะทางคณิตศาสตร์การเพิ่ม – ลด ภายในจํานวน 1 – 10 อยางเขาใจจากการทํา กิจกรรมศิลปะเปลี่ยนแบบ จากการตอบคาถามของเพื่อนและเกิดความภาคภูมิใจ